ความเป็นมาและการเดินทางของชา
IconTea.Com / 10-01-2010

ตาม ตำนานของชาวจีน จักรพรรดิเสินหนง เป็นผู้ค้นพบเครื่องดื่มชนิดนี้ ท่านเชื่อว่าการต้มน้ำดื่มสามารถป้องกันโรคต่างๆได้ แต่ด้วยความบังเอิญระหว่างการเดินทางในป่า ได้มีใบไม้ชนิดหนึ่ง ตกลงไปในด้วยน้ำร้อน แทนที่ท่านจะเทน้ำที่มีสีออกเหลืองนั้นทิ้งไปเสีย กลับทดลองดื่ม จึงได้มีเครื่องดื่มมหัศจรรย์ชนิดนี้เกิดขึ้น ก่อนคริสตกาลประมาณ 2,700ปี
คศ. 618-907 สมัยราชวงค์ถัง (Tang Dynasty) ชาได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติจีน
คศ. 780 หลูหยู่ ได้เขียนบันทึกเล่มแรมเกี่ยวกับชา ชื่อ “ชาชิง” Ch’a Ching
คศ. 1107-1125 จักรพรรดิหุ่ยเซิง ทรงเขียนตำราชา ชื่อ “Ta Kuan Ch’a Lun” จาก นั้นวัฒนธรรมการดื่มชาได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ เริ่มจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศในตะวันออกกลาง จนกระทั่งปี 1620 ชาวดัชต์(ฮอลันดา) ได้นำชาเข้าสู่ประเทศฮอลแลนด์ ก่อนที่เราจะรู้จักชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นชาที่เรียกว่า คาเมลเลีย ไซเนนซิส Camellia Sinensis ชาได้ถูกเรียกเป็นอีกหลายชื่อ เท่าที่พบตามหลักฐานในประวัติศาสตร์จีน ประเทศต้นกำเนิดของชา มีการบันทึกไว้ว่า คำว่า “ทู” (T’u) ที่แปลว่า ผักหรือใบไม้ที่มีรสขม คำว่า “เกียกิวทิว” แปลว่า ต้นไม้ใบเขียวตลอดปี เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกชา ชาวจีนมณฑลยูนนานเรียกชาว่า “มิ้ง” คล้ายกับคำว่า “เมี่ยง”ที่ภาคเหนือของประเทศไทยใช้เรียก เมี่ยงที่ผลิตจากใบชาเช่นเดียวกัน
ระหว่างปีคศ. 728-804 การดื่มชาได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในวัฒนธรรมของจีน บันทึกเกี่ยวกับชาเล่มแรกของโลก เขียนโดยหลูหยู่ ที่ชื่นชอบการดื่มชา จึงค้นคว้าหาแหล่งที่มาของชา วิธีการผลิต อุปกรณ์ชงชา การชงชาที่ถูกวิธี และธรรมเนียมการชาชง พร้อมกับเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า “ชา” แทนชื่ออื่นๆ และเป็นที่นิยมเรียกอย่างมาก
เมื่อ ชาวยุโรปล่องเรือเข้ามาทำการค้ากับจีน จึงนำใบชากลับไปด้วย นอกเหนือจากผ้าไหมและเครื่องเทศต่างๆ ชาวจีนมณฑลฟูเจี้ยนเรียกใบชาตามภาษาท้องถิ่นว่า “เต” (Tay) ซึ่งชาวฮอลันดาใช้ชื่อนี้เรียกชากลับไปด้วย ต่อมากลางศตวรรษที่ 18 คำว่า Tay ถูกนำมาสะกดและจำกัดความใหม่เป็น Tea และได้บรรจุไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน