ประเพณีการดื่มชาอูหลง
IconTea.Com / 05-04-2010
ชาเขียวแม้จะเพิ่งมาโด่งดังในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม แต่วัฒนธรรมการดื่มชามีมานานนับพันปีแล้ว โดยจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักการดื่มชา ผลิตชา และทำไร่ชามาก่อนชาติอื่นใดมากกว่า 2,000 ปีแล้ว มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับชาของประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา การดื่มชาของคนในเอเชียถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะการคัดเลือก การผลิต การชิม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการดื่มชานั้น ซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าการดื่มไวน์ของคนชาติตะวันตกเลย ในวัฒนธรรมการดื่มชาของคนจีน ชาเป็นสัญลักษณ์ของมิตรไมตรี และการต้อนรับด้วยความยินดี เมื่อมีแขกมาเยือนถึงที่บ้าน ต้อนรับด้วยชาร้อนหนึ่งถ้วย ถือเป็นมิตรไมตรีอันอบอุ่นจากเจ้าของบ้านที่จะขาดเสียมิได้ ในอดีตเรามีร้านอาหารและร้านค้ามากมายที่แสดงไมตรีต่อลูกค้าโดยการเสิร์ฟชาให้ดื่ม แต่ปัจจุบันธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้แทบจะหาดูได้ยาก นอกจากชาวจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งดื่มชาต่างน้ำแล้ว ประเทศทางตะวันออกกลาง เช่น ตุรกี อิรัก อียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน ก็ดื่มชากันมากเหมือนกัน
ชากับชาวจีน
ธรรมเนียมการดื่มชาของจีน แบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ
สมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ. 1161 – 1450 )
แต่เดิมการดื่มชาเป็นที่รู้จักกันเฉพาะในภาคใต้ของประเทศจีน มาในสมัยราชวงศ์ถังนี่เอง ที่คนจีนนิยมดื่มชากันทั้งภาคเหนือ และภาคใต้ แต่กรรมวิธีชงชาในสมัยราชวงศ์ถังผิดแผกแตกต่างจากชาที่เรารู้จัก สมัยนั้นเขาจะเอาใบชาไปนึ่งกับข้าว เติมเกลือ ขิง เปลือกส้ม และเครื่องเทศ แล้วปั้นเป็นก้อนไว้ละลายน้ำร้อนดื่ม
สมัยราชวงศ์ซ้อง ( พ.ศ. 1503 – 1823 )
การชงชาได้เปลี่ยนจากก้อนชานึ่ง มาเป็นใบชาแห้งนำมาโม่จนเป็นผง แล้วชงกับน้ำร้อน ในยุคนี้เองที่คนจีนเริ่มวัฒนธรรมจิบน้ำชาพลางร่ายกวีอย่างเพลิดเพลิน พระสงฆ์ก็หันมาชงชาเพื่อช่วยสร้างศีล สมาธิ และปัญญา ญี่ปุ่นได้เรียนรู้วิธีชงชาผงจากจีน พัฒนาเป็นศิลปะการชงน้ำชาของตนขึ้น ในขณะเดียวกับที่คนจีนลืมวิธีทำและชงชาผงไปหลังจากที่พวกตาดรุกรานจีน และอายธรรมจีนของราชวงศ์ซ้องก็ถูกทำลายไปสิ้น
สมัยราชวงศ์หยวน ( พ.ศ. 1823 – 1911 )
คนจีนหันมาชงชาด้วยใบชาซึ่งต้องชงในป้าน ป้านชาช่วยกรองเศษชาไม่ให้หล่นลงจอกขณะริน ผิดกับชาผงที่ชงดื่มในถ้วยได้ ไม่ต้องรินจากป้าน ป้าน คือ เครื่องเคลือบชั้นดี มีเนื้อบางเฉียบ เกิดขึ้นเพื่อใช้ดื่มชา ชาเริ่มแพร่หลายออกไปนอกแผ่นดินจีน ทำให้ชาเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวอาหรับ ซึ่งติดต่อค้าขายกับจีนมาก่อนชาวยุโรป
ชากับชาวญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้คนนิยมดื่มชากันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าชาวญี่ปุ่นยุคใหม่จะหันมาสนใจเครื่องดื่มใหม่ ๆ อย่างกาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มอื่น ๆ แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะยังคงดื่มน้ำชา ชาที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มทั้งในชีวิตประจำวันและที่ใช้ในพิธีชงชา คือ “ ชาเขียว ”
เมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน เป็นธรรมเนียมที่เจ้าบ้านจะยกน้ำชามาต้อนรับ เมื่ออยู่ในสถานที่ทำงาน ชาวญี่ปุ่นจะพักดื่มน้ำชาวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ช่วงสาย และช่วงบ่าย ว่ากันว่าผู้หญิงในสถานที่ทำงานในประเทศญี่ปุ่นน้อยคนนักที่จะมีหนทางก้าวหน้าเทียบเท่าผู้ชาย ในบริษัทพนักงานหญิงส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่อื่นเลยนอกจากพิมพ์ดีด ถ่ายเอกสาร และชงน้ำชา งานชงน้ำชาในสถานที่ทำงานไม่ใช่งานเบา ๆ เพราะจะต้องคอยเติมไม่ให้ถ้วยชาของบรรดาพนักงานพร่อง หรือว่างอยู่เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการเอาใจใส่เติมน้ำชาให้เต็มถ้วย เพราะถือเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
พิธีชงชาเป็นธรรมเนียมที่สะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์อันเรียบง่ายและงดงามของชาวญี่ปุ่นได้ดีที่สุด และเป็นพิธีชงชามาจากประเทศจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง ขณะที่การชงชาเขียวที่เคยแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ซ้องได้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินจีน
ประเทศญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 การชงชาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสงฆ์นิกายมหายาน พระสงฆ์จะดื่มน้ำชาแก่ ๆ แก้ง่วงระหว่างการนั่งวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ๆ หลังจากนั้น 300 ปี น้ำชาจึงค่อย ๆ ย้ายจากวัดเข้ามาในวัง ในคริสต์ศตวรรษที่ 15
การดื่มน้ำชาในราชสำนักกลายเป็นวาระของการสมาคมในหมู่ชนชั้นสูง เพื่อร่วมพบปะสนทนา ร่วมเสพความสวยงามจากปลายพู่กันอักษรจีน ชื่นชมในความงามของเครื่องใช้และภาชนะในการชงชา
พิธีชงชามีชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ชาโนยุ” แขกที่จะเข้าพิธีจะมาพักที่ห้องพักแขกก่อน จากนั้นเจ้าของบ้านจะเชิญแขกให้เดินเข้าห้องดื่มน้ำชา โดยจะเดินผ่านสวนที่จัดแต่งไว้อย่างเรียบง่าย ห้องดื่มน้ำชามีขนาดเล็กเพียง 9.5 ตารางฟุต ประตูห้องดื่มน้ำชาเป็นช่องเตี้ย ๆ ที่แขกจะต้องเดินโดยค้อมศีรษะเล็กน้อย เป็นการคารวะสถานที่และแสดงอาการอ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งซามูไรซึ่งเป็นนักรบที่คาดดาบติดตัวตลอดเวลา ก็ต้องถอดดาบวางก่อนเข้าห้องดื่มชา
การตกแต่งห้องดื่มน้ำชาเป็นตัวอย่างที่แสดงสุนทรียภาพที่เรียบง่ายและงามสง่าของญี่ปุ่นได้ดีที่สุด ด้วยเป็นห้องขนาดเล็ก ดูว่างเปล่า เครื่องตกแต่งเพียงอย่างเดียวภายในห้อง คือ ดอกไม้ที่จัดไว้ในแบบญี่ปุ่น หรือภาพห้อยประดับผนัง อุปกรณ์ชาและเครื่องใช้ ประกอบด้วยถ้วยเคลือบ 1 ใบ กาต้มน้ำ ผงชาบรรจุในถ้วยชา ช้อนไม้ไผ่ตักผงชา และส้อมไม้ไผ่ รูปทรงและเครื่องใช้ในการชงชาได้ถูกจำกัดไว้จนเกิดความโดดเด่นลงตัว เป็นต้นว่า หากใช้ถ้วยรูปทรงกลมแล้ว กาน้ำที่ใช้คู่กันควรเป็นรูปทรงเหลี่ยม
พิธีชงชายังแสดงแบบแผนของสมบัติผู้ดีตามประเพณีญี่ปุ่น เมื่อแขกผู้ใหญ่เดินนำหน้าแขกคนอื่นเข้ามาในห้องดื่มน้ำชา แขกผู้ใหญ่ต้องกล่าวชมเชยการตกแต่งห้อง อันได้แก่ การจัดดอกไม้ ภาพแขวนผนัง หรือเครื่องใช้ในการชงชาที่เจ้าของบ้านยกออกมา ก่อนการดื่มน้ำชาแขกต้องกินขนมที่เจ้าของบ้านยกออกมา โดยเริ่มที่แขกผู้ใหญ่จะถือขนมไว้ในมือ แล้วบอกแขกคนอื่น ๆ ว่า “ ขอโทษที่ข้าพเจ้าต้องกินก่อน ” เมื่อกินขนมเสร็จก็เริ่มดื่มน้ำชา โดยวางถ้วยชาไว้บนฝ่ามือซ้าย หมุนถ้วยเข้าหาตัว 2 รอบ จึงยกขึ้นจิบ แล้วยกดื่มอีกจนได้รสชา เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าที่เตรียมมาเช็ดรอยปากที่ขอบถ้วย กล่าวชมรสชาติชาและส่งถ้วยให้แขกคนต่อไปดื่มชาที่เหลือในถ้วยนั้นจนครบ
กิริยาต่าง ๆ ระหว่างพิธีชงน้ำชาที่จัดว่าถูกต้องสมบูรณ์แบบ ต้องเป็นกิริยาที่หัดมาแล้วเป็นอย่างดี แขกจะยกถ้วยหรือเช็ดขอบถ้วยด้วยท่วงท่าที่สำรวมยิ่ง ถ้อยคำและน้ำเสียงที่แขกกล่าวชมเชยเจ้าของบ้านตามมารยาท ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมาะสม และมีจังหวะจะโคน เหมาะกับความเป็นผู้ดีที่สะท้อนให้เห็นในพิธีชงชา
ในบางโอกาส น้ำชาที่ใช้ในพิธีชงน้ำชาเป็นน้ำชาอย่างแก่ ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนผสมอยู่มาก อาการเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยจากคาเฟอีน และอาการสำรวมยิ่งระหว่างพิธีชงน้ำชา เป็นส่วนผสมอันแปลกประหลาดของธรรมเนียมอันมีชื่อเสียงของญี่ปุ่น
ชากับชาวตะวันตก
ส่วนทางตะวันตกประเทศที่นิยมดื่มชากันมากที่สุด คือ อังกฤษและไอซ์แลนด์ ขณะที่ชาวอเมริกันและฝรั่งเศสดื่มชากันน้อยมาก แต่ดื่มกาแฟเป็นหลัก แต่ชาวอังกฤษไม่นิยมดื่มชาเขียวจะนิยมดื่มชาดำ ซึ่งก็คือใบชาที่ผ่านการหมัก ซึ่งจะให้น้ำชาสีเข้ม และรสชาติที่เข้มข้นกว่า เหมาะกับรสนิยมของชาวอังกฤษ อีกทั้งยังนิยมเติมน้ำตาลและนมเพื่อเพิ่มรสชาติของชา
ถึงแม้ว่าคนอเมริกันจะดื่มชาไม่มากเท่ากับชาวอังกฤษ เพราะคนอเมริกันนิยมดื่มกาแฟมากกว่าชา แต่ชาก็มีบทบาทในสังคมอเมริกาไม่น้อย เพราะในช่วงที่สหรัฐเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ใบชาที่จะถูกนำไปยังสหรัฐอเมริกาจะถูกเก็บภาษี จนทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง จนเป็นประเด็นที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาต่ออังกฤษ นอกจากนั้น ยังกล่าวได้ว่าคนอเมริกาเป็นผู้ปฏิวัติรูปแบบการดื่มชาจนเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกจนปัจจุบัน นั่นคือ ชาบรรจุถุง และชาใส่น้ำแข็งหรือชาเย็น อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันก็ยังนิยมดื่มชาดำเช่นเดียวกับคนอังกฤษ
สำหรับวัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าคนไทยรู้จักการดื่มชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน และจากจดหมายของท่านลาลูแบร์ ที่กล่าวว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ( ปี พ.ศ. 2230 ) คนไทยได้รู้จักการดื่มชา โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีน ไม่ได้ใส่น้ำตาล
ความนิยมการดื่มชาค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ชาจัดเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดอย่างหนึ่งของโลก
.....